วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561

10สถานที่ที่เป็นมรดกโลกในทวีปเอเชีย






Image result for ทัชมาฮาล
1.ทัชมาฮาล (ภาษาฮินดี : ताजमहल)
ทัชมาฮาล สุสานหินอ่อนที่ผู้คนเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก    สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมกุล 
ทัชมาฮาลถูกพิจารณาให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคใหม่ ทัชมาฮาลตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ในเมืองอาครา ส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ หลุมศพของ...ทาฮาล ซึ่งถูกสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว ศิลาแลง ประดับลวดลายเครื่องและเครื่องประดับจากมิตรประเทศ











ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ป้อมฮวาซอง2.ป้อมฮวาซ็อง                 
ป้อมฮวาซอง(華城) (เกาหลี:수원 성อังกฤษHwaseong Fortress) ตั้งอยู่ที่เมืองซูว็อน ทางตอนใต้ของกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ สร้างขึ้นในช่วง ค.ศ. 1794 - 1796 โดยพระเจ้าจองโจ พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 22 แห่งราชอาณาจักรโชซ็อน เพื่อใช้เป็นที่ประทับและเป็นที่ฝังพระศพขององค์ชายรัชทายาทจังฮอน (องค์ชายซาโด) ที่ถูกพระอัยกาของพระองค์ (พระเจ้ายองโจ) ลงโทษ                                     




3.พระราชวังต้องห้าม ประเทศจีน



พระราชวังต้องห้าม  หรือพระราชวังกู้กง จากชื่อภาษาจีน แปลตามตัวอักษรได้ว่า "เมืองต้องห้ามสีม่วง" พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ใจกลางของกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน ( เป็นพระราชวังหลวงมาตั้งแต่สมัยกลางราชวงศ์หมิงจนถึงราชวงศ์ชิ พระราชวังต้องห้ามยังรู้จักกันในนาม พิพิธภัณฑ์พระราชวัง  ครอบคลุมพื้นที่ 720,000 ตารางเมตร หรือ 450 ไร่ อาคาร 980 หลัง มีห้องทั้งหมด 9,999 ห้อง และมีพระที่นั่ง 75 องค์ หอพระสมุด ห้องหับต่างๆอีกมาก รวมทั้งยังมีสวน ลานกว้าง ทางเดินเชื่อมกันโดยตลอด มีคูและกำแพงที่สูงถึง 11 เมตร ล้อมรอบ ใช้ระยะก่อสร้างประมาณ 14 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1949 จนถึง พ.ศ1963
พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจตุรัสเทียนอันเหมิน นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสู่พระราชวังต้องห้ามได้ทางจตุรัสนี้ ผ่านประตูเทียนอันเหมิน บริเวณรอบจตุรัสเทียนอันเหมิน เรียกว่า อาณาเขตหลวง โดยมีสิ่งก่อสร้างสำคัญอยู่โดยรอบ เช่น มหาศาลาประชาคม ในอดีต พระราชวังแห่งนี้ เป็นเขตหวงห้ามไม่ไห้ประชาชนเข้า แม้ข้าราชการชั้นสูง ยังต้องขออนุญาต เป็นกรณีพิเศษ จึงเรียกพระราชวังนี้ว่า "พระราชวังต้องห้าม" จักรพรรดิจะทรงประทับอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ กั้นพระองค์จากโลกภายนอก โดยมีสนมกำนัล ขันที และข้าหลวงรับใช้ซึ่งคนเหล่านี้ต้องอาศัยอยู่ในนครต้องห้ามตลอดชีวิต เพื่อความสำราญของจักรพรรดิ ในวังจะมีวิเสท 6,000 คน ประกอบพระกระยาหาร มีสนมกำนัล 9,000 นาง ซึ่งมีขันที 70,000 คน คอยดูแลให้ มีคำเล่าลือกันว่า พระนางซูสีไทเฮา เวลาเสวยก็จะมีพระกระยาหารถึง 148 ชุด และทรงส่งขันทีไปเสาะหาชายหนุ่มซึ่งเข้าวังแล้วจะไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย
แม้ว่าประเทศจีนจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว พระราชวังต้องห้ามก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศจีน และภาพประตูเทียนอันเหมินก็ยังปรากฏอยู่ในตราประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนอีกด้วย นอกจากนี้ พระราชวังต้องห้ามยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งไม่นานมานี้ ทางรัฐบาลจีนได้มีนโยบายจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวเพื่อจะอนุรักษ์สภาพของอาคารและสวนหย่อมไว้
ยูเนสโกได้ประกาศให้พระราชวังต้องห้ามร่วมกับพระราชวังเสิ่นหยางเป็นหนึ่งในมรดกโลกในนาม พระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง                                        เมื่อ พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987)









4.เกาะภูเขาไฟเชจู ประเทศเกาหลีใต้ 


กาะภูเขาไฟเชจูและอุโมงค์ลาวา คือหนึ่งในแหล่งมรดกโลกของประเทศเกาหลีใต้ เป็นเกาะภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ในทะเลจีนตะวันออก และห่างจากชายฝั่งทางใต้ของเกาหลี 130 กิโลเมตร ตัวเกาะมีพื้นที่ 1,846 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,153,750 ไร่ เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด มีภูเขาที่สูงที่สุด (1,950 เมตร) และเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดของเกาหลีใต้ เกาะเชจูได้รับจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ "เกาะภูเขาไฟเชจูและอุโมงค์ลาวา" ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 31เมื่อปี พ.ศ. 2550 ที่เมืองไครสต์เชิร์ชประเทศนิวซีแลนด์ ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้เป็นแหล่งมรดกโลก 
 - เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
 - เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทาง ธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได









5.หุบเขากาฐมาณฑุ   ประเทศ เนปาล
ประเทศเนปาล คือแหล่งมรดกโลกของประเทศเนปาล โดยมรดกทางวัฒนธรรมของหุบเขากาฐมาณฑุแบ่งออกเป็น อนุสรณ์สถานและอาคารต่าง ๆ รวม ๗ กลุ่มด้วยกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จอย่างสูงทางประวัติศาสตร์และศิลปะ ที่ทำให้หุบเขากาฐมาณฑุมีชื่อเสียงในโลก 


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ หุบเขากาฐมาณฑุ








 6.ไทร์ ประเทศเลบานอน

ท่าเรือตกปลาของเมืองไทร์
ไทร์ (อังกฤษTyre) หรือ ศูร (อาหรับصور‎; ฟินิเชียצורṢurฮีบรูצוֹר ‎, Tzorฮีบรูไทบีเรียส צרṢōrแอกแคด: 𒋗𒊒, ṢurruกรีกΤύροςTýrosตุรกีSurละตินTyrus) เป็นเมืองในเขตผู้ว่าการใต้ ทางตอนใต้ของประเทศเลบานอน มีประชากรราว 117,000 คน ในปี ค.ศ. 2003[1] ไทร์ตั้งอยู่บนฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อยู่ห่างจากเบรุตทางตอนใต้ราว 80 กิโลเมตร ชื่อของเมืองมีความหมายว่า หิน[2]
ไทร์เป็นเมืองสำคัญของอาณาจักรฟินิเซีย ตั้งแต่ประมาณ 1,100-600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในสมัยโบราณได้รวมเกาะซึ่งมีอ่าวจอดเรือ 2 แห่ง ปัจจุบันกลายเป็นคาบสมุทรเนื่องจากพระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนียทรงขยายทางข้ามเกาะในคริสต์ศตวรรษที่ 4 เป็นเมืองศูนย์กลางการค้ามานานหลายศตวรรษ เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมและมหาอำนาจทางทะเลของชาวฟินีเชีย มีชื่อเสียงในการผลิตผ้าไหม มีการกล่าวถึงเมืองนี้ในคัมภีร์ไบเบิลในรัชสมัยของกษัตริย์ไฮแรม (969-936 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ถูกชนชาติต่าง ๆ เข้าครอบครองเรื่อยมาจนในคริสต์ศตวรรษที่ 7 ตกเป็นของพวกมุสลิม ใน ค.ศ. 1124 พวกนักรบครูเสดได้เข้ายึดเมืองและกลายเป็นเมืองหลักของอาณาจักรเยรูซาเลม จนตกเป็นของมุสลิมอีกครั้งใน ค.ศ. 1291
ไทร์ เป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศเลบานอน[3] เป็นท่าเรือที่สำคัญของประเทศ มีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว มีเมืองโบราณมากมายหลายแห่ง รวมถึงสนามกีฬาโรมันโบราณ ที่ติดอยู่ในรายชื่อมรดกโลกของยูเนสโกในปี ค.ศ. 1979







7. เอเคอร์ ประเทศ อิสราเอล

City of Acre, Israel (aerial view, 2005).jpg
เอเคอร์ หรือ อักโก (อังกฤษ: Acre หรือ Akko[1]) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของบริเวณกาลิลีทางตอนเหนือของอิสราเอลตัวเมืองตั้งอยู่บนแหลมหรือแผ่นดินที่ยื่นออกไปในทะเล (promontory) ของอ่าวไฮฟา (Haifa Bay) ตามสถิติของสำนักงานสถิติกลางแห่งอิสราเอล เอเคอร์มีประชากรทั้งหมดราว 46,000 คนในปลายปี ค.ศ. 2007[2] ในทางประวัติศาสตร์เอเคอร์เป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์ของบริเวณเลแวนต์ (Levant) เพราะมีที่ตั้งอยู่ริมทะเล








8. กำแพงเมืองจีน ประเทศจีน
Related image

กำแพงเมืองจีน สร้างขึ้นทางตอนเหนือของประเทศจีนมานานกว่า 2,500 ปีตั้งแต่ก่อนสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ แต่ก็ได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมมาเรื่อยๆ ในสมัยฮ่องเต้หลายพระองค์ เป้าหมายเพื่อที่จะป้องกันกลุ่มข้าศึกที่หมายจะมารุกรานประเทศ กำแพงเมืองจีนนั้นมีลักษณะเป็นกำแพงขนาดยักษ์ มีความยาวถึง 21,196 กิโลเมตร ครอบคลุมกว่า 15 มณฑลในประเทศจีน

 กำแพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า ''กำแพงหมื่นลี้'' สำนักงานมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติจีน ประกาศเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555  ว่านักโบราณคดีได้ตรวจวัดความยาวของสิ่งก่อสร้างจากน้ำมือมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกหรือ "กำแพงเมืองจีน" อย่างเป็นทางการนานร่วม 5 ปี ตั้งแต่ 2008-2012 และพบว่ายาวกว่าที่บันทึกไว้เดิมกว่า 2 เท่านับเป็น 1 ใน7สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ด้วย มีความเชื่อกันว่า หากมองเมืองจีนจากอวกาศจะสามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถมองเห็นจากอวกาศได้






9.แพลไมรา ประเทศ ซีเรีย

ไบยังการนำทางไปยังการค้น
วิหารแห่งเทพเจ้าเบลในแพลไมรา
แพลไมรา (อังกฤษPalmyraเสียงอ่าน: /ˌpælˈmaɪrə/) หรือ ตัดมุร (อาหรับتدمر, Tadmor‎) เป็นนครเซมิติกโบราณในเขตผู้ว่าราชการฮอมส์ ประเทศซีเรียปัจจุบัน การค้นพบทางโบราณคดีย้อนไปถึงยุคหินใหม่และมีบันทึกนครครั้งแรกในต้นสหัสวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล แพลไมราเปลี่ยนมือหลายโอกาสระหว่างจักรวรรดิต่าง ๆ ก่อนมาอยู่ในบังคับของจักรวรรดิโรมันในคริสต์ศตวรรษที่ 1
นครมีความมั่งคั่งจากคาราวานการค้า ชาวนครแพลไมรา ซึ่งเป็นพ่อค้าขึ้นชื่อ สถาปนาอาณานิคมตามเส้นทางสายไหมและดำเนินการทั่วจักรวรรดิโรมัน ความมั่งคั่งของแพลไมราทำให้สามารถสร้างโครงการมหึมาต่าง ๆ ได้ เช่น แนวเสาหินใหญ่ (Great Colonnade), วิหารเบล และสุสานหอคอยเด่น ชาวนครแพลไมราเป็นการผสมของชาวแอมะไรต์ (Amorites) แอมาเรียน (Arameans) และอาหรับ โครงสร้างสังคมของนครเป็นแบบชนเผ่า และผู้อยู่อาศัยพูดภาษาแพลไมรีน (ภาษาถิ่นของภาษาแอราเมอิก) ภาษากรีกใช้เพื่อความมุ่งหมายพาณิชย์และการทูต วัฒนธรรมของแพลไมราซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมกรีก-โรมัน ผลิตศิลปะและสถาปัตยกรรมโดดเด่นซึ่งรวมประเพณีตะวันออกและตะวันตก ผู้อยู่อาศัยของนครบูชาเทพเจ้าท้องถิ่นและเทพเจ้าเมโสโปเตเมียและอาหรับ





10.เอฟิซัส ประเทศ ตุรกี


ไบยังการนำทางไปยังการค้นห
หอสมุดเซลซัส เอฟิซัส เอฟิซัส (Efes)
ชื่อเสียงของเมืองมาจากเทวสถานอาร์ทีมิส (สร้างเสร็จราว 550 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ตัวเทวสถานถูกทำลายในปี ค.ศ. 401 โดยฝูงชนที่นำโดยนักบุญจอห์น คริสซอสตอม[3] จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 ทรงสร้างเมืองขึ้นมาใหม่และทรงสร้างโรงอาบน้ำสาธารณะ ต่อมาในปี ค.ศ. 614 บางส่วนของตัวเมืองก็มาถูกทำลายไปโดยแผ่นดินไหว เมื่อความสำคัญทางการค้าขายของเอฟิซัสลดถอยลง อ่าวก็ตื้นเขินขึ้น
ในปัจจุบันศูนย์โบราณคดีของเอฟิซัสตั้งอยู่ราว 3 กิโลเมตรไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองแซลจุค (Selçuk) ซากเมืองโบราณของเอฟิซัสเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นอันมาก




รายชื่อสมาชิก
ด.ช.อินดี้ ผิวเกลี้ยง เลขที่ 11
ด.ช.วุฒา เภาวิเศษ เลขที่ 10